พระจันทร์เต็มดวงเปล่งรัศมีทรงกลดอยู่บนผืนฟ้าดำสนิทดุจกำมะหยี่
เธอซ้อนท้ายรถจักรยานของเขาในท่านั่งคร่อม มือขวาคีบบุหรี่รสน้ำแข็ง
กลิ่นของราตรีในเพลาประมาณสองชั่วโมงหลังเที่ยงคืน ให้ความรู้สึกกันเองอย่างประหลาด...
อาจเพราะกลิ่นนั้นถูกกลบด้วยควันขาวฟุ้งจากปลายเผาไหม้ของยาสูบหว่างเรียวนิ้วเธอเอง
"พรุ่งนี้จะทำยังไง?"
เธอถูกยัดเยียดด้วยคำถามเดิมซ้ำอีกเป็นหนที่สอง
จากชายคนเดียวกันผู้ซึ่งในขณะนี้เปลี่ยนตำแหน่งจากผู้ฉายภาพยนตร์มาอยู่บนอานของจักรยานคันที่เธอกำลังซ้อน
"ไม่เคยคิดถึงพรุ่งนี้เลยค่ะ"
เธอตอบฉะฉานประหนึ่งหญิงผู้รู้จักตนเองดีทุกซอกรายละเอียด
แต่ในขณะเดียวกัน...
ส่วนหนึ่งในก้อนสมองขนาดเล็กของเธอกำลังประมวลเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนับแต่บ่ายแก่ๆของวันที่เพิ่งผ่าน
ส่วนลึกในก้อนหัวใจขนาดเท่ากำปั้นของเธอกำลังกลั่นกรองความรู้สึกจากมวลความเงียบของชายเจ้าของคำถาม
เธอรู้ดีที่สุดว่าเธอไม่ใช่ไม่เคยคิดถึงวันพรุ่งหรือวันหลังจากวันพรุ่ง
เธอรู้ดีที่สุดว่าภายในมวลความเงียบนั้นมีความสับสนวิ่งพล่านอยู่ในก้อนสมองและก้อนหัวใจของเขา
ที่จริงเธอโกหกเขาว่าเธอไม่เคยคิดถึงวันพรุ่งนี้เพื่อกลบเกลื่อนความจริงที่เธอคิดถึงวันพรุ่งนี้มากไปต่างหาก
เพราะเธอรู้ว่าความรู้สึกสับสนที่เขากำลังเผชิญอยู่ในห้วงคำนึงขณะนี้จะทวีปริมาณมากขึ้นอีกขนาดไหนเมื่อวันพรุ่งนี้มาถึง
...
หัวใจและสมองของเธอมักทำหน้าที่ขัดแย้งกันเสมอในการสั่งให้เธอเลือกเดินในหนทางที่เธอควร
การได้ออกมาสูดกลิ่นความสงัดกลางราตรีในสถานที่แปลกตาหลังรถจักรยานคันที่เขาเป็นสารถีนี้
เกิดขึ้นเพราะชั่วขณะก่อนหน้าเธอเพิ่งตัดสินว่าคำสั่งจากสมองของเธอเป็นผู้ชนะ
ผู้แพ้อย่างหัวใจยังคงเต้นจังหวะเดิมอยู่ตรงที่เดิมในร่างกายเธอ
แต่ในความมืดและเงียบนั้น
เธอแอบได้ยินเสียงหัวใจร้องครวญเบาแผ่วดั่งลมที่ผ่านพัด
หัวใจเธอหวังอย่างแห้งแล้งว่าค่ำคืนนี้จะยาวนานต่อไปตราบถึงเพลาที่มันพึงกำหนดให้ฟ้าสางได้
เนื่องด้วยมันยังถูกตรึงติดกับรสสัมผัสพิเศษจากริมฝืปากนั้นที่ชายผู้ซึ่งกำลังถีบจักรยานครอบครอง
"ว่าแล้วว่ามันต้องดีกว่าที่คิด"
หัวใจดวงเดียวกันอยากกู่ประกาศชัยชนะที่มีเหนือสมอง
หัวใจรู้ล่วงหน้าว่าจุมพิตนั้นจะต้องสวยงามไร้ที่ติ แต่จินตนาการในสมองเถียงเด็ดขาดว่ามันต้องไม่ใช่
หากเพียงหัวใจเธอหาได้กู่ร้องออกไปไม่
ในเมื่อมันกำลังซึมซับกับความปราชัยจากการต่อสู้ครั้งสุดท้ายกับสมอง
...
เธอพลิกตัวหลบแสงแยงจากตะวันยามสาย มือข้างหนึ่งคว้าดึงผ้าห่มผืนนวมมาคลุมท่วมศรีษะ
เสี้ยววินาทีต่อจากนั้น สมองของเธอฟื้นจากการพักและเริ่มประมวลเหตุการณ์พร่ามัวในความฝันอย่างเกียจคร้าน
มันสั่งให้เปลือกตาคู่นั้นของเธอพยายามหรี่ขึ้นเพื่อมองไปยังชายที่กำลังหลับสนิทอยู่เคียงข้าง
ชายผู้ซึ่งสมองประมวลอย่างหยาบว่าเป็นตัวเอกจากเหตุการณ์ในความฝัน
"เฮ่ย ผิดคน"
สมองพยายามรวบรวมสติของมันเองเมื่อพบว่าตัวเอกจากความฝันเมื่อครู่เป็นคนละคนกับที่ตาเห็น
เธอพลันนึกขึ้นออกในทันที ว่าได้กลับมายังสถานที่ที่สมองสั่งการให้มาเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้าพระอาทิตย์จะขึ้น
"ฉิบหาย ลืมเอาหัวใจกลับมาด้วย"
เธอเบิกตาโพลง พลางได้ยินสมองสบถดังก้อง